ด้วยพลังการกระโดดที่เหลือเชื่อของวินเทอร์ ไหล่ของหวัง หยวนที่อยู่ข้างๆ แทบจะหลุดออกมา
ในลอนดอนเกมส์ ทีมหญิงเยอรมนีน่าจะเป็นทีมที่แสดงทั้งสุข ทุกข์ โกรธ และดีใจออกมาอย่างเต็มที่ที่สุด และสนุกกับรายการนี้มากที่สุด
ฮัน อิน “Chopper เหล็ก” ที่กลับมาลงสนามหลังจากเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้างขาด และวินเทอร์ที่ปรับสไตล์การเล่นมาใช้แบ็ครับบอล Anti-spin rubber จนเมื่ออายุ 34 ปีก็ติดท็อป 10 ของโลกได้สำเร็จ สองจอมเก๋าที่ราวกับ “ฟีนิกซ์” มิตเทิลฮัม ผู้เล่นเกมรุกหนัก, คอฟ์มันน์ “มือปืนซ้าย” ผู้มีสายตาเฉียบคม และหวัง หยวนที่ใช้หน้าไม้โฟร์แฮนด์ซึ่งเป็นที่พูดถึงในฐานะผู้เล่นสาวสวยในโอลิมปิกปารีส
ทีมนี้เป็นทีมที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์สุดจัด ทั้งอายุและสไตล์การเล่นต่างกันคนละแบบ และสะท้อน “ความหลากหลาย (Diversity)” ที่ไม่เคยมีในเทเบิลเทนนิสชิงแชมป์โลกยุคก่อนๆ แต่การประสานงานในทีมยอดเยี่ยมมาก ทั้งที่มีเชื้อสายจีนอยู่สองคน ฮัน อินเป็นคนที่เกิดที่จีน ส่วนหวัง หยวนเป็นผู้เล่นรุ่นสองที่เติบโตในเยอรมนี
วินเทอร์เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ผมจับตาดูในรายการนี้ และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือพลังขาอันยอดเยี่ยม ตอนชนะฮ่องกงในรอบ Quarter-final แล้วผู้เล่นทุกคนจับมือกันกระโดดอย่างดีใจ พลังการกระโดดของวินเทอร์รุนแรงจนไหล่ซ้ายของหวัง หยวนที่อยู่ข้างๆ แทบจะหลุดออกมา
เพราะมีพลังขาและ Footwork ที่ดีพอจะเล่นแบบโฟร์แฮนด์ล้วนได้ แผ่นยางฝั่งแบ็ก Anti-spin rubber จึงยิ่งแสดงผลได้ทวีคูณ น่าจะไม่ควรเอาเธอเป็นตัวอย่างแล้วเปลี่ยนมาใช้ Anti-spin rubber เพียงเพราะว่า “แบ็กไม่ถนัด” เท่านั้น
แม้รายการนี้จะจบที่อันดับ 8 แต่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นคู่แข่งของเยอรมนีก็เป็นทีมแห่งความหลากหลายเช่นกัน โดยแกนหลักคือปาวาเด ผู้มีรากเหง้าจากอินเดียทางฝั่งพ่อแม่ และยวน เจียหนาน ผู้เกิดที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ส่วนพี่น้องลุตซ์อย่างคามีลล์กับชาร์ลอตต์ มาจากเมืองเล็กๆ ชื่ออ็อกเฟิลดอง ในแคว้นอาลซัสที่ใกล้ชายแดนเยอรมนี
พูดถึงความหลากหลายแล้ว แค่ลอนดอนซึ่งเป็นเจ้าภาพก็นับเป็นแหล่งรวมผู้คนหลากเชื้อชาติอย่างแท้จริง เดินไปตามถนนจะเห็นทั้งคนผิวขาว ผิวดำ ชาวอินเดีย ชาวเอเชีย และชาวมุสลิม เดินกันปะปนอยู่ทุกเชื้อชาติ
สุภาพบุรุษอังกฤษที่ดูราวกับหลุดมาจากโลกของ ‘Sherlock Holmes’ อาจกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นยากพอๆ กับ “ซามูไร” ของญี่ปุ่นไปแล้วหรือไม่ ท่าทางสง่าผ่าเผยของดยุกแห่งเอดินบะระ (Prince Edward/พระอนุชาของ King Charles III) ซึ่งเดินทางมาชมการแข่งขันเพียงผู้เดียว ทำให้สัมผัสได้ถึงบารมีของสุภาพบุรุษอังกฤษในยุคก่อน
แชร์