O-KOKU
卓球王国

The worlds leading table tennis magazine, since 1997

O-KOKU
“คนที่แพ้จะซ้อมแบบไร้ประโยชน์” Mizutani Jun “การซ้อมที่ใช้ได้จริงในแมตช์” กับ “การซ้อมที่ไร้ประโยชน์”

“คนที่แพ้จะซ้อมแบบไร้ประโยชน์” Mizutani Jun “การซ้อมที่ใช้ได้จริงในแมตช์” กับ “การซ้อมที่ไร้ประโยชน์”

BOOK จากหนังสือของ ฮิซาโตะ ซูมิตานิ ผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิก เรื่อง『คนที่แพ้คือคนที่ซ้อมอย่างไร้ประโยชน์』

ในปี 2016 ซูมิตานิ จุนของญี่ปุ่นได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ『คนที่แพ้คือคนที่ซ้อมอย่างไร้ประโยชน์』 หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือว่าด้วยทฤษฎีเทคนิคเป็นหลัก แต่เป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยแนวคิดของเขาเองในฐานะผู้เล่นระดับท็อปของโลกต่อเทเบิลเทนนิสและทฤษฎีเชิงแท็กติกของเขา ในปีเดียวกับที่เขาออกหนังสือเล่มนี้ เขาคว้าเหรียญทองแดงประเภทเดี่ยวในโอลิมปิกริโอ อีกทั้งยังทำผลงานโดดเด่นในประเภททีมในฐานะแกนหลัก พาทีมคว้าเหรียญเงินได้สำเร็จ

ห้าปีต่อมา ในโอลิมปิกโตเกียว 2021 ซูมิตานิคว้าเหรียญทองในประเภทคู่ผสมตามความปรารถนา และเหรียญทองแดงในประเภททีม จนกลายเป็นหนึ่งในนักเล่นเทเบิลเทนนิสชายของญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

หนังสือเล่มนี้ยังคงวางจำหน่ายในฐานะหนังสือขายดี แต่ครั้งนี้ เนื่องในโอกาสเปิดตัวเว็บเวอร์ชันโลก “O-KOKU” เราได้รับคำตอบรับอย่างยินดีจากตัวเขาเองว่า “เชิญนำไปใช้ได้เลย”

PHOTO Yoshinori Eto

Profile ซูมิตานิ จุน
みずたに・じゅん
เกิดวันที่ 9 มิถุนายน 1989 จากจังหวัดชิซูโอกะ คว้าแชมป์ทุกประเภทในรายการชิงแชมป์แห่งชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุต่างๆ (เช่น U12) และต่อมายังขึ้นสู่จุดสูงสุดในรุ่นเยาวชน (U17) อีกด้วย นอกจากนี้ ในประเภททั่วไปของ “การแข่งขันชิงแชมป์เทเบิลเทนนิสแห่งชาติญี่ปุ่น” ที่มีประวัติยาวนานกว่า 90 ปี เขายังสร้างตำนานด้วยการคว้าแชมป์รวม 10 สมัย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เข้าร่วมโอลิมปิก 4 สมัยติดต่อกันตั้งแต่โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 คว้าเหรียญทองแดงประเภทเดี่ยวและเหรียญเงินประเภททีมในโอลิมปิกริโอ 2016 และในโอลิมปิกโตเกียว 2021 ก็เฉิดฉายในประเภทคู่ผสมด้วยเหรียญทอง และประเภททีมด้วยเหรียญทองแดง เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในนักเล่นเทเบิลเทนนิสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ปัจจุบันทำงานอย่างโดดเด่นในฐานะคอมเมนเตเตอร์ทางโทรทัศน์และสื่ออื่นๆ

บทที่ 1 “การซ้อมที่ใช้ได้จริงในแมตช์” และ “การซ้อมที่ไร้ประโยชน์”

การซ้อมที่ทำให้เหนื่อยอย่างเดียวไม่มีความหมาย ถ้าเป็นการซ้อมที่ไร้ประโยชน์ก็ไม่ซ้อมยังดีกว่า

เลิกพูดว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ” ระหว่างซ้อม อย่าตีแต่ “บอลตาย” ที่แค่ส่งข้ามคอร์ตได้

 ในวงการเทเบิลเทนนิสของญี่ปุ่น มีธรรมเนียมว่าหากทำพลาดระหว่างซ้อม จะพูด “ขอโทษครับ/ค่ะ” กับคู่ซ้อม ซึ่งไม่ดีเลย

 ตัวผมเองก็อายุมากขึ้นเรื่อยๆ และในด้านฝีมือก็อยู่ในระดับที่เหนือกว่าอีกฝ่ายมากขึ้น พอได้ซ้อมในญี่ปุ่น ผมจึงถูกพูดว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ” ระหว่างซ้อมบ่อยมาก ทุกครั้งที่ได้ยินก็หงุดหงิด โรงเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยก็มีนักเล่นที่พยายามจะวิ่งไปเก็บบอลที่ตีพลาดด้วย

 ในยุโรปและจีน แม้จะทำพลาดก็ไม่มีการขอโทษ แต่จะถูกพูดว่า “อย่ามัวแต่พลาดบ่อยสิ” แทน ในยุโรปและจีน ผู้ที่ซ้อมร่วมกันโดยพื้นฐานแล้วถือว่าอยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ไม่มีลำดับชั้น แต่ผู้เล่นที่เก่งก็จะพยายามซ้อมกับคู่ซ้อมที่เก่งเช่นกัน ถึงแม้จะมีความต่างด้านฝีมือ ผู้เล่นที่อ่อนกว่าก็ไม่มีสถานการณ์ที่ต้องกล่าวขอโทษ

 ทั้งที่อยากให้โฟกัสกับการตีบอลแรงๆ แต่ผู้เล่นที่พลาดบ่อยและเอาแต่พูดว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ” จะเริ่มโฟกัสแต่เรื่องไม่ให้พลาดในครั้งต่อไป ทว่า บอลที่แค่ส่งลงคอร์ตโดยไม่พลาดนั้นไม่ใช่บอลที่มีคุณภาพ จึงซ้อมไปก็ไม่มีความหมาย

 การตีแต่ “บอลตาย” ที่แค่ส่งลงคอร์ตไม่ได้ทำให้เป็นการซ้อมที่ดี ถ้าจะพูดว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ” แทนที่จะพูดแบบนั้น แม้จะพลาดก็ตาม ควรโฟกัสกับการตี “บอลมีชีวิต” มากกว่า ผมไม่อยากซ้อมในสถานที่ซ้อมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศลบซึ่งมีแต่คำว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ” ลอยไปมา และก็ไม่อาจคาดหวังผลของการซ้อมได้ด้วย

ความจำเป็นของการซ้อมเพื่อฝึกการคาดเดาและการตอบสนอง การซ้อมที่ฝืนกรอบย่อมไม่เกิดผลในสนามจริง

 Footwork ที่ใช้ได้จริงในแมตช์ควรฝึกอย่างไรดีนะ จะเคลื่อนที่ได้เร็วใน Placement ที่กำหนดไว้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วในสภาวะแบบสุ่ม (ไม่เป็นระเบียบ) เหมือนในแมตช์

 ถ้า Placement ของการตีและการ Return ถูกกำหนดไว้แล้ว Block ก็จะได้บอลที่ดีตอบกลับมา แต่ในแมตช์เพราะไม่รู้ Placement ของการตีบอล การ Block ของ Opponent จึงค่อนข้างอ่อนลง ทำให้ตอนแข่งจริง Attack ได้ง่ายกว่า

 ถ้าจะบอกว่ามีอะไรต่างจากผู้เล่นคนอื่นในการฝึก Footwork ของผม ก็คือระหว่างซ้อม ผมจะอยู่ในสภาพพร้อมรับมือไม่ว่าบอลจะถูกส่งกลับมาที่ไหน เพราะอย่างนั้น แม้ตอนแข่งจริง ร่างกายก็ยังตอบสนองได้

 ตัวอย่างเช่น ในการฝึก Footwork หากเคลื่อนที่ไปด้าน Forehand, Middle, Backhand ก็จะให้ส่งบอลมาที่ Forehand 1 ลูก 2 ลูก หรือ 3 ลูก แล้วต่อไปส่งมาที่ Middle จากนั้นก็ 1 ลูก 2 ลูก หรือ 3 ลูก ต่อไปที่ Backhand... ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะซ้อมในสภาพที่แทบไม่มีรูปแบบตายตัวแบบนี้

 นี่เป็นการซ้อมที่มีความยากสูง แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็จะคุ้นเคยได้ ไม่ใช่การซ้อมที่มีแต่ผู้เล่นเก่งเท่านั้นที่ทำได้ แต่หากตั้งใจก็แม้แต่นักเรียนมัธยมต้นหรือนักเรียนมัธยมปลายก็ทำได้ สิ่งสำคัญคือการตี Impact และเคลื่อนที่ด้วยบอลที่เหมาะกับระดับของตัวเอง และด้วยการนำการซ้อมแบบไม่เป็นระเบียบเข้ามาใช้ ก็จะกลายเป็นการฝึกเพื่อพัฒนาการคาดเดาและการตอบสนอง

 ในเทเบิลเทนนิสของญี่ปุ่น มีทั้งมุมมองแบบฝืนกรอบและวิธีสอนแบบฝืนกรอบ ตัวผมเองลองย้อนมองอดีต ก็พบว่าในวัยเด็กเคยถูกสอนว่า Forehand ควรเหวี่ยงแบบนี้ Backhand ควรเหวี่ยงแบบนี้ วิธีสอนแบบญี่ปุ่นเช่นนั้นก็มีข้อดี แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เข้ากับสนามแข่ง หรือมีส่วนที่รู้สึกว่า “ตรงนี้มันไม่ค่อยใช่” อยู่มาก

 ผมรู้สึกว่าในญี่ปุ่นมีกฎเกณฑ์เยอะว่า “เทคนิคนี้ต้องตีแบบนี้เท่านั้น” โค้ชสามารถหาข้อมูลแบบนั้นได้จากนิตยสาร หนังสือ หรือปัจจุบันคืออินเทอร์เน็ต และผ่านสื่อเหล่านั้น โค้ชในญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะเชื่อฝังใจว่า “เทคนิคและการซ้อมเทเบิลเทนนิสควรเป็นแบบนี้” โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้มีการตีพิมพ์แนวคิดหรือทฤษฎีของผู้เล่นระดับท็อป ก็ยิ่งมีโอกาสสูงที่ข้อมูลผิดหรือข้อมูลล้าสมัยจะถูกเผยแพร่ออกมา

 แน่นอนว่าทฤษฎีด้านเทคนิคและแท็กติกย่อมแตกต่างกันไปตามผู้เล่นหรือโค้ช และก็มีหลากหลายวิธีการ ขณะเดียวกัน เทเบิลเทนนิสของโลกก็เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปทุกปี

 อยากให้โค้ชใช้แนวคิดที่ยืดหยุ่นในการสอนเทคนิคให้เด็กๆ และนำเสนอการซ้อมแบบล่าสุด อยากให้ช่วยคิดวิธีซ้อมที่ไม่ฝืนกรอบมากเกินไป

โอลิมปิกริโอ 2016

เนื้อหาส่วนนี้เป็นเนื้อหาที่ต้องชำระเงิน

เมื่อสมัครสมาชิก คุณสามารถเข้าถึงบทความที่ต้องชำระเงินทั้งหมดได้